ออฟฟิศซินโดรม

ออฟฟิศซินโดรม
โรคยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือน 

ปัจจุบันนี้พฤติกรรมการทำงานรวมไปถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ในที่ทำงานและสภาพร่างกายของแต่ละคนนั้น อาจส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ออฟฟิศซินโดรม” เป็นกลุ่มอาการที่รู้จักกันดีในคนทำงานออฟฟิศ และจากการค้นหาข้อมูลสถิติพบว่า คนไทยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ที่ทำงานในออฟฟิศมักมีอาการออฟฟิศซินโดรม

เนื่องจาก ท่าทางในการนั่งผิดวิธี ต้องก้มคอ นั่งนานๆ เกร็งกล้ามเนื้อนานๆ รวมไปถึงการนั่งนานติดต่อกันโดยไม่ได้มีการยืดเส้น หรือลุกจากที่นั่งเพื่อผ่อนคลาย และเกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์ แทปเล็ต หรือสมาร์ทโฟน เป็นหลัก เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคได้ง่ายๆ 

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) 

คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ และเยื่อพังผืด (Myofascial pain syndrome) มักพบได้บ่อยในคนทำงานออฟฟิศ อาการปวดจากการใช้งานของกล้ามเนื้อมัดเดิมๆ ซ้ำๆ หรือการทำงานที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานในท่าทางเดิมๆ จนทำให้เกิดอาการปวดสะสม และกลายเป็นปวดเรื้อรังในที่สุด ซึ่งอาจพบอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ชาบริเวณแขน มือ และปลายนิ้ว เนื่องอาจเกิดจากการที่เส้นประสาทส่วนปลายในแต่ละตำแหน่งถูกกดทับกอย่างต่อเนื่อง หากปล่อยไว้จะยิ่งอันตราย และรักษาได้ยากขึ้น

office syndrome ออฟฟิศซินโดรม กับอาการปวดต่างหมายๆ

5 อาการออฟฟิศซินโดรม

  1. อาการทางระบบการมองเห็น ได้แก่ ปวดตา ตาพร่ามัว ในกลุ่มนี้เกิดจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือ นั่งทำงานในตำแหน่งที่มีแสงไม่เหมาะสม 
  2. เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจ การนั่งทำงานในห้องปรับอากาศที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือห้องที่มีมลภาวะจากหมึกเครื่องพิมพ์ หมึกเครื่องถ่ายเอกสาร
  3. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยสุด ส่วนใหญ่คนมักจะเกิดอาการปวดบริเวรไหล่ ต้อคอ เอว และหลัง หรืออาการเมื่อยล้าตามส่วนต่างๆ
  4. อาการทางระบบประสาท เช่น อาการชาบริเวณมือ และแขน หากมีการกดทับเส้นประสาทนานจนเกินไปจะมีอาการอ่อนแรงที่อวัยวะนั้นร่วมด้วย
  5. มีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น เริ่มเป็น ออฟฟิศซินโดรม มึนหัว วูบ เย็น เหน็บ ขนลุก และเหงื่อออกตามบริเวณที่ปวดร้าว หากเป็นบริเวณคออาจมีอาการมึนงง หูอื้อ ตาพร่ามัว

วิธีแก้ ออฟฟิศซินโดรม

สามารถรักษาได้โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่ป่วยโรคนี้เป็นหลัก ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงานร่วมกับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง สามารถรักษาได้ทั้งที่โรงพยาบาล หรือคลินิกกายภาพบำบัด และการรักษาด้วยตัวเองเบื้องต้น

  • การรับประทานยา ตามแพทย์สั่ง
  • ทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือตามความเหมาะสมของอาการ
  • การฝังเข็ม เพื่อบรรเทาอาการปวด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
  • ออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มสมรรถภาพและทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
  • การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นวดกดจุด นวดตามอาการต่างๆ หรือการใช้ตัวช่วยอย่าง ปืนนวดกล้ามเนื้อ

หากเหล่าชาวออฟฟิตทั้งหลายที่รู้สึกว่าเริ่มมีอาการ ปวดหลัง ปวดคอหรืออาการอื่นๆ ที่บ่งบอกว่าตัวเองเป็นโรคนี้ อาจจะอยากรู้ว่าแล้วจะต้อง รักษาออฟฟิศซินโดรม โรงพยาบาลไหนดี เรารวบรวมโรงบาลที่ได้รับความนิยมในการรักษาโรคนี้มาไว้แล้ว ลองมาศึกษาข้อมูลกัน อย่าปล่อยไปนานเด็ดขาด 

  1. โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล 

มีวิธีรักษาตั้งแต่ ออฟฟิศซินโดรม กายภาพบําบัด เลเซอร์กำลังสูง คลื่นแม่เหล็ก คลื่นอัลตร้าซาวด์ ซึ่งแต่ละวิธีการรักษาต้องขึ้นอยู่กับคุณหมอพิจารณาว่าเราควรได้รับวิธีการไหนในการรักษา
ราคาจะอยู่ที่ประมาน 1 ครั้ง ราคา 1,665 บาท และ 5 ครั้ง ราคา 7,830 บาท 

ควรโทรสอบถามรายละเอียดและราคาก่อน เบอร์ติดต่อ 02-836-9999 ต่อ 3721-3 

  1. โรงพยาบาลศิครินทร์

วิธีรักษาเริ่มการปรึกษาแพทย์ ให้ทางแพทย์ประมานการรักษาก่อน อาจจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หากยังไม่ดีอาจลองรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อย่างเช่น นวด กดจุด กายบริหาร ดัดข้อ กระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยเข็ม ฝังเข็มหรือฉีดยาลงบนกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ เป็นต้น 

ส่วนราคาและรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเบอร์ 02-366-9900 

  1. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

เริ่มต้นจากการปรึกษาทางโรงบาลก่อนอันดับแรก ที่แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์กระดูกและข้อ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 20.00 น. ส่วนวิธีการรักษาของที่นี่มี 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด (จะได้รับการพิจารณาจากคุณหมอ) ส่วนวิธีที่สอง คือกินยา ฉีดยา กายภาพบำบัดและฝังเข็ม 
ส่วนราคาการผ่าตัดราคา 19,900 บาท การฝังเข็ม 5 จุด ราคา 700 บาท และ 5 – 10 จุด ราคา 1,000 บาท ไม่จำกัดจุด ราคา 1,300 บาท  

เบอร์ติดต่อและรายละเอียดเพิ่มเติมคือ 1218 หรือ 02-594-0020-65 ต่อ 1191 (ศูนย์กระดูกและข้อ)

  1. โรงพยาบาลสมิติเวช

มีการรักษาตั้งแต่การทานยา ออกกำลังกาย การปรับการใช้ชีวิต กายภาพบำบัด ยืดกล้ามเนื้อ อาจจะมีการรักษาศาสตร์อื่นร่วมด้วย มีการเลเซอร์ และการอัลตร้าซาวด์ จะขึ้นอยู่กับอาการที่เราเป็น และตามแพทย์พิจารณา
ราคาของการเลเซอร์กายภาพ 1 จุด 310 บาท อัลตร้าซาวด์ 1 จุด 260 บาท และยืดกล้ามเนื้อ 10 นาที 520 บาท 

เบอร์ติดต่อและรายละเอียดเพิ่มเติม 02-118-7931

  1. โรงพยาบาลพญาไท 3

การรักษาอาจจะไม่ได้แตกต่างการที่อื่นมากนัก คือเบื้องต้นให้ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก แต่สำหรับใครที่เริ่มมีอาการเรื้อรัง ไม่หายขาดสักที ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาแบบอื่นๆ เช่น ทายา กินยา ตรวจรังสีเอกซเรย์ ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กายภาพบำบัด และอื่นๆ อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับอาการที่เราเป็น
ราคา อยู่ที่ประมาน 5,000 – 9,000 บาท

เบอร์ติดต่อและรายละเอียดเพิ่มเติม 02-467-1111 ต่อ 3100-3112

  1. โรงพยาบาลศิริราช

เป็นโรงพยาบาลที่หลายๆคนต้องนึกถึง ออฟฟิศซินโดรม ศิริราช มีการรักษาที่ครบวงจร มีตั้งแต่ การประเมิน การรักษา การฟื้นฟู โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ และมีเครื่องมือที่ทันสมัย

ส่วนราคาและรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเบอร์ 02-419-2323 ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

วิธีรักษาด้วยตัวเอง
  1. หากรู้สึกเมื่อยล้า ควรหยุดพักการทำงานเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ไม่ควรนั่งนานจนเกินไป เช่น ขยับร่างกาย ลุกเดิน ออกไปยืดเส้นยืดสาย
  2. ออกกำลังกาย เพื่อยืดกล้ามเนื้อให้เกิดความยืดหยุ่น และเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 
  3. เปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา หรือปรับระดับความสูงของโต๊ะและหา เก้าอี้ ออฟฟิศ ซิ น. โดร ม ให้สามารถนั่งทำงานในท่าที่สบาย เป็นต้น
  4. รักษาโดยใช้ยา เช่น ทานยาบรรเทาอาการกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบ ยาคลายเส้น หรือใช้ยาในการนวด 
  5. ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ควรทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำพฤติกรรมให้เสี่ยงต่อการเกิด ออฟฟิศซินโดรม
  6. การใช้เครื่องนวดหรือปืนนวดกล้ามเนื้อ (Massage Gun) ที่สามารถพกพาได้ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนำมานวดหรือพกพาไปที่ไหนก็ได้ นวดได้ทุกเวลา เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อในจุดที่ต้องใช้ทำงานหนัก

ท่าบริหารโรคออฟฟิศซินโดรมง่าย ๆ

9ท่า บริหาร ออฟฟิศซินโดรม
  1. ท่าบริหารต้นคอ เริ่มจาก นำมือข้างซ้ายอ้อมไปจับศีรษะด้านขวา ดึงมาทางด้านซ้ายจนรู้สึกตึง นับ 1-10 สลับใช้มือข้างขวาอ้อมจับศีรษะด้านซ้ายทำเช่นเดียวกัน นับ 1-10 จากนั้นประสานมือบริเวณท้ายทอย ดันไปด้านหน้าจนรู้สึกตึง นับ 1-10
  1. ท่าบริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ ยกไหล่ขึ้นไปจนสุด แล้วเกร็งค้างไว้ นับ 1-10 จากนั้นกดไหล่ลงไปให้สุด แล้วเกร็งค้างไว้ นับ 1-10 ท่านี้สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องของการปวดไหล่เป็นประจำ
  1. ท่าบริหารผ่อนคลายกล้ามเนื้อแขน 
    1. ท่าที่ 1 เพื่อยืดแขน โดยประสานมือ จากนั้นจึงเหยียดขึ้นไปเหนือหัวเราจนสุดแขน การทำแบบนี้จะทำให้กล้ามเนื้อแขนได้ยืดออก แล้วให้เงยหน้ามองขึ้นด้านบน เพื่อเปลี่ยนท่าทางของช่วงคอ ค้างท่านี้ไว้นับ 1-10 แล้วจึงค่อยเอาลง
    2. ท่าที่ 2 เพื่อคลายความเมื่อล้าของกล้ามเนื้อแขน ใช้มือซ้ายจับฝ่ามือขวา จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองไปข้างหน้า แล้วจึงดัดข้อมือขวาเข้าหาตัว จนรู้สึกว่าตึงบริเวณด้านในข้อศอกขวา ทำค้างไว้นับ 1-10 แล้วจึงเปลี่ยนข้าง
  1. ท่าบริหารนิ้ว และฝ่ามือ เป็นท่าที่ช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อยล้าที่นิ้ว และฝ่ามือ กำมือทั้ง 2 ข้างให้แน่นที่สุด แล้วกำมือค้างไว้นับ 1-5 จากนั้นจึงค่อยๆคลายออกช้าๆ เหยียดนิ้วและกางนิ้วมือออกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วค้างไว้นับ 1-5 แล้วจึงกลับมาอยู่ท่าเดิม ทำแบบนี้เรื่อยๆ ประมาณ 2 – 3 รอบ
  1. ท่าบริหารกล้ามเนื้อด้านหน้าอก แก้ปัญหาไหล่ห่อ 
    1. ท่าที่ 1 ให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นนำมือประสานกันด้านหลัง ค่อยๆ ยกขึ้นมาจนถึงระดับที่เรารู้สึกว่าตึง นับ 1-10
    2. ท่าที่ 2 เป็นการยืดด้านหลัง โดยการกอดตัวเองให้แน่นที่สุด ให้มือไขว้กันเยอะที่สุด โดยเอามือโอบด้านหลังของตัวเองให้มากที่สุด นับ 1-10
  1. ท่าบริหารหลัง แก้อาการออฟฟิศซินโดรม ยืนตัวตรง ยกแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ ประสานมือเอาไว้ แล้วค่อยๆ เอนตัวไปด้านหลังจนรู้สึกตึงแล้วนับ 1-10
  1. ท่าบริหารบริเวณช่วงสะโพก ท่านี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ซึ่งมักจะไปกดทับเส้นประสาททำให้รู้สึกมีปัญหา ปวดบริเวณสะโพก ชาลงขา และเท้า ทำโดยยกเท้าซ้ายขึ้นมาวางทับเหนือเข่าขวา จากนั้นเอนตัวมาด้านหน้า จะรู้สึกตึงบริเวณต้นขาด้านซ้าย นับ 1-10 จากนั้นสลับเท้าด้านขวาทำเช่นเดียวกัน
  1. ท่าบริหารกล้ามเนื้อด้านข้าง ยืดมือขึ้นบนสุดประกบกัน จากนั้นเอนตัวทางด้านซ้าย นับ 1 -10 จากนั้นเอนตัวมาด้านขวา นับ 1-10
  1. ท่าบริหารขา เหมาะสำหรับผู้ที่ยืนนานๆ หรือใส่รองเท้าส้นสูง ไขว้ขาซ้ายเข้ากับขาขวา จากนั้นค่อยๆ ก้ม เอามือไปแตะหน้าขา นับ 1-10
ป้องกัน ออฟฟิศซินโดรม

สำหรับข้อมูลทั้งหมดที่ได้รวบรวมมานี้ เป็นเพียงบทความที่อยากให้ทุกคนได้ลองศึกษาและหันมาดูแลสุขภาพตัวเองกันให้มากขึ้น เพราะสุขภาพที่ดีคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นเราไม่ควรโฟกัสที่งานหรือสิ่งที่ทำจนลืมดูสุขภาพตัวเอง และโรคใกล้ตัวอย่าง “ออฟฟิศซินโดรม” หากเป็นแล้วอาจทำให้คุณทำงานได้ไม่เต็มที่ ต้องเสียทั้งเงินในการรักษาและเสียพลังในการทำงานไป ดังนั้นอย่าลืมดูแลและรักสุขภาพตัวเองกันด้วยนะคะ

Leave a Comment